ReadyPlanet.com
dot
bulletเทศบาลตำบลบ่อกรุ
bulletประวัติความเป็นมา
bulletคนไทยเชื้อสายลาวคั่ง
bulletประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ
bulletข้อมูลเทศบาลตำบลบ่อกรุ
bulletหลวงปู่ดำ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ่อกรุ
bulletสมัครรับข่าวสารของเทศบาล
bulletยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาล ฯ
bulletยุทธศาสตร์และแนวทางพัฒนาเทศบาล
bulletโครงการตำบลคนดีศรีสุพรรณ
bulletการสูญเสียดินแดนของไทย ทั้ง 14 ครั้ง
bulletหนังสือสั่งการกรมส่งเสริม ฯ
bulletมาตรฐานกำหนดตำแหน่งข้าราชการ
bulletแสดงรายรับรายจ่าย ของเทศบาลตำบลบ่อกรุ
bulletประกาศ ประมูลจ้างด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์
bulletภาพประเพณียกธงสงกรานต์ตำบลบ่อกรุ ปี 53
bulletประกาศต่าง ๆ ของเทศบาล
bulletระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
bulletเว็บไซต์หน่วยงานราชการ
bulletการจัดการองค์ความรู้ (KM)
bulletดาวน์โหลดเอกสาร / คำร้องต่างๆ
bulletวิสัยทัศน์
bulletมุมอาเซียน
bulletคู่มือบริการประชาชน
bulletโลโก้เทศบาลตำบลบ่อกรุ
bulletดาวน์โหลดโปรแกรม ต่าง ๆ
bulletแผนพัฒนาท้องถิ่น
bulletผังขั้นตอนการร้องเรียน/ร้องทุกข์
bulletรณรงค์ประหยัดพลังงาน


กระทรวงมหาดไทย


คนไทยเชื้อสายลาวคั่ง

 

                                                                                                                                       1
ประวัติความเป็นมาของคนไทยเชื้อสายลาวครั่ง
 
                                ประวัติความเป็นมาของลาวครั่งนั้น   จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่าบรรพบุรุษได้อพยพมาจาก
อาณาจักรเวียงจันทร์ และหลวงพระบางพร้อมกับลาวกลุ่มอื่นๆได้อพยพเข้ามาที่ประเทศไทยด้วยเหตุผลที่ทางการเมืองและ
เป็นเชลยศึกยามสงคราม อาศัยอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย
                                สิริวัฒน์ คำวันสา (2529 : 20)     ได้กล่าวว่าลาวครั่งเป็นชื่อของภาษาและกลุ่มผู้มีเชื้อสาย
ลาวกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยเช่นในจังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัด
อุทัยธานี ฯลฯ ลาวครั่งมักจะเรียกตนเองว่า "ลาวขี้ครั่ง" หรือ "ลาวคั่ง" ความหมายของคำว่า "ลาวครั่ง" ยังไม่ทราบความหมาย
ที่แน่ชัดบางท่านสันนิฐานว่ามาจากคำว่า "ภูฆัง" ซึ่งเป็นชื่อของภูเขาที่มีลักษณะคล้ายระฆัง อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
ของหลวงพระบางในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อันเป็นถิ่นฐานเดิมของลาวครั่ง
 
                                วัลลียา วัชราภรณ์ (2534 : 11-12) ได้สรุป จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อแน่ว่าชาวลาวครั่ง
ถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีปีพุทธศักราช 2321 และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในปีพุทธศักราช 2334 ไม่ปีใดก็ปีหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะไทยยกกองทัพไปตีเมืองหลวงพระ
บาง และกวาดต้อนครอบครัวของชาวลาวมาในช่วงนั้น เนื่องจากแพ้สงคราม 
 
                                ลักษณะทั่วไปของลาวครั่ง คือมีรูปร่างค่อนข้างไปทางสูงหรือสันทัด ทั้งหญิงและชายผิวค่อนข้อง
เหลือง ตาสองชั้น ใบหน้าไม่เหลี่ยมมากจมูกมีสันผมเหยียดตรง ชอบนุ่งผ้าสิ้นคลุมเข่า นุ่งซิ่นหมี่มีดอก ลาวครั่งมีเอกลักษณ์
ทางวัฒนธรรม ในการทอผ้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆโดยเฉพาะเทศกาลต่างๆ
 

 

                                จากเอกสารของนักวิจัยที่ทำการค้นคว้าและศึกษาอาจจะสรุปความหมายของ  ลาว
ครั่ง ได้ 2 ประเด็น คือ
                ประเด็นที่ 1      มาจากชื่อของภูเขา ในอาณาเขตของอาณาจักรหลวงพระบาง   ที่มีรูปร่างเหมือนกับระฆัง จึงทำ
ให้เรียกชื่อตามนั้น คือ ลาวภูฆัง และ เรียกกันจนเพี้ยนกลายเป็น ลาวครั่ง
 
                ประเด็นที่ 2      สันนิษฐานว่าสาเหตุที่เรียกชื่อกลุ่มของตนเองมาตั้งแต่โบราณว่า  ลาวครั่ง   เป็นการเรียกตาม
ชื่อของครั่งที่นิยมนำมาใช้ย้อมสีผ้าให้เป็นสีแดง เพื่อใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม
 
                               สำหรับคนไทยเชื้อสายลาวครั่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนมากปัจจุบัน อาศัยอยู่ในอำเภอเดิมบางนาง
บวชเช่นตำบลบ่อกรุ  ตำบลหนองกระทุ่ม ตำบลป่าสะแกในอำเภอด่านช้าง เช่นตำบลหนอง-มะค่าโมง ส่วนมากนับถือศาสนา
พุทธ
 
วัฒนธรรมของชาวลาวครั่ง
                                คนไทยเชื้อสายลาวครั่งมีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้แก่ ภาษา การแต่ง
กาย ประเพณี และพิธีกรรมความเชื่อ ต่างๆโดยได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน
 
v    ภาษาที่ใช้ คือภาษาลาวครั่ง นักภาษาศาสตร์ได้จัดภาษาลาวครั่งอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได
 
                                                                                                                                                           
v    การแต่งกายของคนไทยเชื้อสายลาวครั่ง จะมีแบบฉบับเป็นของตนเองซึ่งนำวัสดุจากธรรมชาติ           
ในท้องถิ่นคือ ฝ้าย และไหม ที่เป็นวัสดุในการทอ เทคนิคที่ใช้มีทั้งการจกและมัดหมี่   ผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดด
เด่นของชาวลาวครั่งคือ   ผ้าซิ่นมัดหมี่ ต่อตีนจก   ซึ่งมีลายผ้าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น และ ผ้าขาวม้า 5 สี
มีลวดลายหลากหลายและสีที่ใช้เป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ 
 
 
              
                         
                           
                             การทอผ้าแบบพื้นบ้าน , ผ้าขาวม้า 5 สี , การนุ่งผ้าซิ่นต่อตีนจก
                      
                       เช่นสีเหลืองนำมาจากหัวขมิ้น สีดำนำมาจากมะเกลือ + เทา (ตะไคร่น้ำสีครามได้มาจากต้น               
 ครามผสมกับปูนกินหมาก   สีแดงได้มาจากครั่ง    นอกจากจะทอไว้เพื่อใช้ในครัวเรือนแล้ว   ยังทอเพื่อการจำหน่าย
 เป็นรายได้เสริมจากอาชีพหลัก และอาชีพหลัก ก็คือ เกษตรกรรม     เนื่องจากสภาพดินเหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างมาก
v    ความสามัคคีของลาวครั่ง ชาวลาวครั่งจะมีความสามัคคีกันอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือ
                     กันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของเครือญาติหรือเพื่อนบ้าน เช่น ลงแขกเกี่ยวข้าว ทำไร่ หรือแม้แต่งาน
                     บุญ งานศพ งานรื่นเริงต่างๆ ชาวบ้านก็จะมาช่วยงานกันเป็นจำนวนมากตั้งแต่เริ่มงานจนงาน
                     เสร็จเรียบร้อย         
ประเพณีของชาวลาวครั่ง  มีประเพณีที่หลากหลายดั่งนี้
1.       ประเพณีพิธีกรรมและความเชื่อ
พิธีกรรมและความเชื่อ
                                ชาวลาวครั่ง มีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษเป็นอย่างมาก การนับถือผีของชาวลาวครั่งเป็นการถือผีตามบรรพบุรุษ 
คือผีเจ้านายและผีเทวดา การนับถือมีอิทธิพลต่อชาวลาวครั่งมาก    แม้แต่ในแง่ของการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการประกอบพิธีกรรม
หรือการดำรงชีวิตประจำวัน  ก็จะต้องไปข้องเกี่ยวกับผีของบรรพบุรุษ
                                                                                                                                                                                                                                3
                                        เนื่องจากอาชีพหลักของชาวลาวครั่ง   คือการทำนา  จึงมีประเพณีความเชื่อ  ที่ถือปฏิบัติกันมาเพื่อ
ความอุดมสมบูรณ์  คือ  พิธีบูชาเซ่นสรวงแม่ธรณี  และแม่โพสพ    ก่อนหว่านข้าวเป็นการบอกกล่าวแม่ธรณีโดยจัดวางเครื่องเซ่นไว้
บนพื้นดินบริเวณหัวคันนาและกล่าวแก่แม่ธรณีว่า    จะทำนาแล้วขอให้คนและ ควายอยู่ดีมีสุขสบาย   คราดไถอย่าให้หัก 
บ่ได้มาแย่งดิน ขอเพียงแค่ทำกิน     พิธีนี้ภาษาถิ่นเรียกว่า พิธี    แฮกนา  
                                พิธีที่เกี่ยวกับความเชื่ออีกวิธีหนึ่งคือ พิธีศพ   เมื่อนำศพผู้ตายใส่ลงหีบ ถ้าเป็นชายก็จะใช้ผ้าขาวม้าของผู้ตาย
คลุมทับผ้าขาวบนฝาหีบ ถ้าเป็นหญิงก็จะคลุมหีบด้วยสไบของผู้ตาย และจะเผาเครื่องนุ่งห่มต่างของผู้ตาย เช่น ผ้าขาวม้าไหม   โสร่งไหม 
ผ้าพุ่งไหม ผ้าม่วงโรง หรือผ้าซิ่นมัดหมี่ ผ้าสไบ เสื้อฯลฯ เผาไปด้วย พิธีนี้จึงเป็นสาเหตุแห่งความสูญเสียผ้าโบราญที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
และโบราณคดีไป
                                พิธีกรรมมีความสัมพันธ์กับความเชื่อ      เพราะพิธีกรรมต้องมีความเชื่อเป็นพื้นฐานของการกระทำไม่ว่าจะเป็น
ความเชื่อต่อสิ่งใด ฉะนั้นความเชื่อจึงเป็นรากฐานการกระทำ    ความเชื่อเรื่องการขึ้นศาลเจ้าพ่อดงไม่งาม ก็เช่นเดียวกันชาวลาวครั่ง  
มีความเชื่อเหมือนกับชุมชนโดยทั่วไปโดยเชื่อว่าภายในสถานที่แห่งนี้ เป็นที่อยู่ของวิญญาณของบรรพบุรุษ ที่คอยให้ความคุ้มครอง  
และ    ยังได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่เกี่ยวกับเรื่องการแบ่งแยก ระหว่างโลกของวิญญาณ และ โลกของมนุษย์  และ วิญญาณที่ดี
สามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้โดยผ่านคนทรง การเซ่นสรวงศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในชีวิตและการนับถือต่อ
ผีวิญญาณบรรพบุรุษ ยังเป็นการควบคุมความประพฤติของคนในสังคมของหมู่บ้านบ่อกรุ แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังพลว่าชาวบ้าน
แห่งนี้ยังมีความเชื่อเรื่อง ภูตผีวิญญาณ อย่างเหนียวแน่น   ถึงแม้พระพุทธศาสนาจะเข้ามามีบทบาทต่อสังคมชาวลาวครั่ง ก็ไม่ทำให้ความ
เชื่อนี้ลบล้างไป  (ธวัช ปุณโณทก 2530 : 390 – 392) จากความเชื่อดังกล่าวชาวบ้านบ่อกรุ ได้มีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อนั้น
โดยมีความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆเกี่ยวกับวิญญาณของบรรพบุรุษของชาวลาวครั่ง
ความเป็นมาของศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม
                                ในการศึกษาถึงความเป็นมาของศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม ซึ่งเป็นความเกี่ยวกับวิญญาณเจ้านายหรือวิญญาณของ
บรรพบุรุษที่บ้านบ่อกรุ ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาจากการสอบถามจากกวนจ้ำและผุ้อาวุธโส
ในหมู่บ้านพบว่าชาวบ้านบ่อกรุ นี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง ซึ่งอพยพมาจากหมู่บ้านหนองเหียนใหญ่ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรีได้
พากันอพยพด้วยสาเหตุที่เกิดความแห้งแล้งไม่มีแหล่งน้ำ จึงได้ย้ายมาตั้งที่บ้านบ่อกรุ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีอายุการตั้งบ้านมานาน
นับ 140 ปีมาแล้ว ซึ่งในการอพยพมาของชาวบ้านนั้น ชาวบ้านได้อัญเชิญวิญญาณของเจ้านายและวิญญาณบรรพบุรุษของตนเองมาด้วย 
เพื่อให้ท่านคอยดูแลรักษา ปกป้องคุ้มภัยให้ชาวบ้านเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สภาพพื้นที่ในช่วงแรกเดิมที่ของบ้านบ่อกรุนั้นจะเป็นป่าดงขนาด
ใหญ่มีอาณาบริเวณประมาณ 130 ไร่ นับได้ว่าเป็นบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่มีอายุหลายร้อยปีแห่งหนึ่งในหมู่บ้านบ่อกรุ ในครั้งนั้นสภาพป่าจึง
เป็นทางผ่านของทหารในการเดินทัพเพื่อไปทำสงครามมีกองทหารมาถึงบริเวณบ้านบ่อกรุ ผู้คุมจึงได้ทำการเซ่นสรวงเจ้าป่าเจ้าเขาเพื่อ
ให้ช่วยคุ้มครองจึงได้พักกำลังที่บริเวณป่าไม้ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านติดกับ       ห้วยกุดเข้ พิธีเซ่นไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาหรือบวงสรวง
ของฤกษ์เอาชัยจากเจ้าทหาร นายทหารที่เคารพนับถือ เครื่องเซ่นไหว้จะต้องมีไก่ต้น 1 ตัว อ้น 4 ตัวเหล้าต้ม 1 ไหหมากพลู 1 คำธูปเทียน
ยามวน ใบตอง 1 มวน ขณะที่ผู้ประกอบพิธีเซ่นไหว้บนศรีษะก็จะโพกผ้าสีแดงหนึ่งผืน หลังจากนั้นนายกองผู้คุมทหารก็สั่งเดินทัพ
                                                                                                                                                                                                                 4
ต่อไป ต่อมาชาวบ้านต่างให้ความเคารพ    สถานที่แห่งนี้จึงได้ตั้งศาลเจ้าขึ้นจึงเรียกกันว่า ศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม และมอบให้ตาจำปา (นายจำปา)
เป็นตาเจ้าบ้านหรือกวนจ้ำ ดูแลรักษาปฏิบัติที่ตรงนั้นและได้สร้างศาลขึ้นครั้งแรกจำนวน 7 หลัง แต่ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 หลังตั้งหัน
หน้าไปทางทิศตะวันตก โดยลักษณะการตั้ง
 
 
 
 
 
 
                                                                        ศาลเจ้าพ่อดงไม้งามในปัจจุบัน
ศาลจะปลูกเป็นหลังเล็กๆ เรียงกันตามลำดับใต้ต้นไม้ใหญ่ บริเวณทั่วไปจะปกคลุมไปด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุยืนยาวนับร้อยปี
 เป็นจำนวนมากและมีต้นไม้ขนาดเล็กปะปนบ้าง ในการเลือกทำเลตั้งศาลนั้นคาดว่าชาวบ้านบ่อกรุ ได้เลือกตามความเหมาะสมสอดคล้องตาม
ความเชื่อที่มีมาแต่สมัยก่อนและได้มีการอนุรักษ์ดูแลรักษา สอดส่องดูแลช่วยกันทั้งหมู่บ้านจึงทำให้สภาพที่ตั้งศาลมีสภาพที่ดีอยู่จนถึงปัจจุบัน 
ซึ่งโดยทั่วไปชาวบ้านมีความเชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษที่สิงสถิตอยู่ในบริเวณป่าดงไม้งามแห่งนี้ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองชาวบ้านให้
อยู่เย็นเป็นสุขภายในศาลที่ปลูกเป็นเรือนหลังเล็กๆ ประกอบไปด้วย   เครื่องเซ่นบูชา เช่น พวงมาลัย ตุ๊กตารูปเสือม้า และดอกไม้ธูปเทียน 
ชาวบ้านถือว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะช่วยคุ้มครองไปถึง ไร่ นา วัว ควาย และทรัพย์สินของคนในหมู่บ้าน คอยควบคุม ความประพฤติให้
ชาวบ้านอยู่ในทำนองคลองธรรม ไม่ทำผิดประเพณีกระทบต่อความสุขของส่วนรวม และการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม
ในหมู่บ้านชาวบ้านมักจะบอกกล่าวต่อวิญญาณของบรรพบุรุษที่บริเวณศาลเจ้าพ่อดงไม้งามก่อนทุกครั้ง การที่ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปทำสิ่ง
ไม่ดีภายในบริเวณศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม เช่น ไม่เข้าไปตัดต้นไม้ และล่าสัตว์ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของชาวบ้านที่มีต่อศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม
 แห่งนี้ รวมถึงความร่วมมือความสามัคคีของชาวบ้านในการรักษาบริเวณป่าไม้แห่งนี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์เช่นเดิมและ   ชาวบ่อกรุส่วนใหญ่ถือว่า
การดูแลรักษาป่าไม้บริเวณศาลเจ้าพ่อดงไม้งามเป็นหน้าที่ของทุกคน
 
                นายทำ กาฬภักดี ( กวนจ้ำ )บางคนเล่าให้ฟังว่าเคยสอบถามจากปู่ ย่าคนแก่สมัยก่อนว่าชาวลาวซี – ลาวครั่งได้อพยพมาจาก
บ้านลำเหย อ.กำแพงแสนตอนที่อพยพมาได้อัญเชิญผ้าเหลือชิ้นเล็กๆของศาลที่นับถืออยู่ที่กำแพงแสนมาหนึ่งชิ้นและได้อัญเชิญมาโดยการ
ใส่หีบมาอย่างดีและ มาตั้งไว้ที่ศาลเจ้าพ่อดงไม้งามในปัจจุบันเพื่อสักการบูชาและปกปักรักษาตนเองและครอบครัว
 
                สำหรับบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่จะต้องคอยปฏิบัติในการประกอบพิธีกรรมคือ กวนจ้ำ   สำหรับกวนจ้ำนั้น จะเป็นบุคคล
ที่ชาวบ้านเลือก โดยเลือกเอาบุคคลผู้ที่มีความรู้ทั้งด้านเกี่ยวกับพิธีกรรม   มีคุณงามความดี เป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับว่ามีความเหมาะสมที่
จะเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆได้เป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้านบ่อกรุนอกจากนี้ยังเป็นผู้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่ได้รับการ
 
ถ่ายทอดจากรุ่นปู่อีกทอดหนึ่งด้วย (นายทำ กาฬภักดี 2548 : สัมภาษณ์ ) ความเชื่อดังกล่าวผู้วิจัยได้แยกศึกษาออกเป็น3ประเด็นดังนี้
                                1.ความเชื่อเกี่ยวกับการบนบาน
                                2.ความเชื่อเกี่ยวกับการแก้บน
                                3.ความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมการขึ้นศาลเจ้าพ่อดงไม้งามประจำปี
 
ความเชื่อเกี่ยวกับการบนบาน
                                นายทำ กาฬภักดี กวนจ้ำ ปัจจุบันอยู่บ้านหนองป่าแซง บ้านเลขที่ 27 .6 .บ่อกรุ          .เดิมบางนางบวช 
.สุพรรณบุรี เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านบ่อกรุ   มีความเชื่อกับการบนบานมากเมื่อมีเรื่องเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ ชาวบ้านจะไปบนบานให้
วิญญาณของบรรพบุรุษที่ศาลเจ้าพ่อดงไม้งามช่วยเหลือ ลักษณะดังกล่าวนี้จะเหมือนกันกับชาวบ้านในถิ่นอื่นๆ   คือในกรณีที่สภาวะการณ์ที่ต้อง
เสี่ยงหรือต้องการความช่วยเหลือ ต้องการกำลังใจก็จะมีการบนบานไว้ถ้าเป็นไปตามที่ขอที่บนบานก็จะมาเลี้ยงเซ่นไหว้   โดยส่วนมากจะเป็นเรื่อง
เกี่ยวกับของหายและเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพเจ็บป่วยหรือการเดินทางในที่ต่างๆที่ห่างไกลเช่น วัวควาย รถยนต์ สิ่งของต่างๆที่ถูกขโมย หรือสูญหาย
ชาวบ้านก็จะบนบานขอให้ได้ของคืนมา แม้แต่การเดินทางไปในที่ต่างๆชาวบ้านก็จะยกมือบอกกล่าวขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพหรือเกี่ยวกับโรค
ภัยต่างๆการสอบเข้าเรียนต่อการสอบเข้าทำงานได้และการบนบานเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารเพื่อไม่ให้เป็นทหารเป็นต้นถ้าได้ตามความประสงค์แล้วก็จะ
นำสิ่งของที่ได้บนบานไว้มาแก้บน   ( นายทำ  กาฬภักดี  2548 : สัมภาษณ์ )
                                ในการบนบานผู้บนจะนำดอกไม้ ธูปเทียน โดยนำไปตรงหน้าศาลหรือบอกกล่าวด้วยวาจาซึ่งไม่จำเป็นต้องให้กวนจ้ำเป็น
ผู้นำก็ได้เช่นกัน และถ้าเป็นไปตามต้องการจะถวายสิ่งของอะไรบ้างเช่นเหล้า 2 ขวด ไก่ต้ม 2 ตัวพวงมาลัย เป็นต้นเหตุที่ชาวบ้านนิยมมาบนบาน
เพราะสะดวก ง่าย ทำได้ทุกโอกาส ทุกเวลา เมื่อได้สมกับที่บนบานไว้ก็จะมาแก้บนทันที จากการสังเกตพบว่า ผู้ที่มาบนบานแต่ละคนจะมาบนบาน
เนื่องจากว่ามีความทุกข์ ต้องการที่พึ่งทางใจแม้ว่าการบนบานจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็ได้รับความสบายใจ และมีความสุขความเชื่อในศาลเจ้าพ่อดงไม้งามแห่งนี้
 
ความเชื่อเกี่ยวกับการแก้บน
การแก้บน เป็นพิธีกรรมความเชื่อของชาวบ้านว่า เมื่อได้ทำการบนบานในเรื่องใดแล้ว 
หากกิจดังกล่าวสำเร็จตามความต้องการจะต้องไปแก้บนตามที่บนบานไว้ โดยการนำเครื่องเซ่นไหว้ตามที่ได้บอกกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นมาถวายแก้บน 
ต่อศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม ซึ่งในส่วนนี้จำเป็นต้องมีกวนจ้ำเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม  ซึ่งจากการศึกษาพิธีกรรมการแก้บนของชาวบ้านบ่อกรุ 
นั้นพบว่า เมื่อชาวบ้านมีความทุกข์ใจและได้มาบนบานต่อวินญาณบรรพบุรุษที่ศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม
ความเชื่อเกี่ยวกับการแก้บนนี้  ชาวบ้านเชื่อว่า หากใครไปบนบานไว้แล้ว แม้ว่าผลของการ  
บนบานบางครั้งอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม ยังคงถูกฝังลึกอยู่ภายในจิตสำนึกของ
ชาวบ้านบ่อกรุ อยู่เสมอ จึงทำให้ชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าหากไม่ไปแก้
 
 
บนจะทำให้ครอบครัวหรือบุคคลนั้นได้รับความเดือดร้อนและมีอันเป็นไปหรือไม่ก็จะเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างอื่นเมื่อไปหาหมอดูหรือคนทรงเจ้าก็จะบอก
ว่าผู้นั้นยังไม่ได้แก้บนต้องทำการแก้บนเสียก่อนจึงจะทำให้ผู้นั้นหายป่วย
                                การแก้บนเพื่อแสดงความขอบคุณหลังการบนบานผู้แก้บนจะต้องนำเครื่องเซ่นไหว้ตามที่ได้สัญญาไว้มาถวาย หลังจาก
ที่วิญญาณบรรพบุรุษได้ให้ความคุ้มครองรักษาให้ได้รับความสำเร็จแล้ว พิธีแก้บนกระทำโดยการจัดเครื่องเซ่นไหว้ตามที่ได้ตกลงบนบานไว้
 เช่นบอกกล่าวว่าจะแก้บนด้วยเหล้า 1 ขวด ไก่ต้น 1 ตัวหรือหัวหมู เป็นต้น และจะต้องเตรียมสิ่งของที่ใช้ประกอบกับการแก้บนอีกคือ ถาดใส่เสื้อผ้าขาวม้า
ยกเว้นกางเกงห้ามนำมาโดยเด็ดขาด วางใส่ถาดจำนวน 4 ถาด พร้อมด้วยข้าวสุก หมากพลู เปลือกไม้จัดเป็นคู่ ๆ วางใส่ถาดเสื้อผ้านั้น 
และนำสิ่งของเหล่านี้ไปวางต่อหน้าศาลเจ้าพ่อดงไม้งามและกวนจ้ำผู้ประกอบพิธีจะเริ่มทำพิธีกรรม จุดธูปเทียนดอกไม้ บูชาต่อวิญญาณของบรรพบุรุษ 
ทีสิ่งสถิตอยู่บริเวณนั้น กวนจ้ำก็จะบอกกล่าวเป็นคำพูด คำพูดนั้นก็จะเป็นภาษาพื้นเมือง    คำพูดบอกกล่าวนี้จะพูดผิดหรือตกหล่นคำใดคำหนึ่งไม่ได้
โดยเด็ดขาด และบอกวัตถุประสงค์ของการแก้บนว่าเนื่องจากเรื่องใด
ระยะเวลาในการแก้บน
สำหรับระยะเวลาในการแก้บนนั้นมีข้อห้ามข้อควรปฏิบัติคือ เวลาแก้บนต้องเป็นช่วงระยะ
เวลาเช้า จนกระทั่งถึง 5 โมงเช้า และวันจะต้องไม่ตรงกับวันพระและวันพุธ ถ้าหากตรงกันนั้นถือว่าใช้ไม่ได้ต้องหาวันใหม่ แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้
อีกเช่นกันคือหากนำสิ่งของเครื่องเซ่นเข้าไปในบริเวณสถานที่ศาลเจ้าพ่อดงไม้งามแล้ว ระหว่างนั้นกวนจ้ำไม่อยู่หรือติดธุระหลังจากหลังจาก 5 โมงเช้า
แล้วก็สามารถทำพิธี     แก้บนได้ แต่ถ้าหากนำสิ่งของเครื่องเซ่นออกมาถือว่าใช้ไม่ได้ การปฏิบัติเช่นนี้ถือว่ากวนจ้ำหรือชาวบ้านผู้มาแก้บนจะต้อง
ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ (นายทำ กาฬภักดี:สัมภาษณ์)
                                ในการแก้บนแต่ละครั้ง เครื่องเซ่นไหว้ที่จะขาดไม่ได้คือ ถาดใส่เสื้อ ผ้าขาวม้า ยกเว้นกางเกง จำนวน 4 ถาด หมากพลู 
เปลือกไม้จัดทำเป็นคู่ 4 คู่ ธูปเทียนดอกไม้   และข้าวสุก ส่วน       เครื่องเซ่นอย่างอื่นแล้วแต่ว่าแต่ละคนได้บนบานไว้ว่าจะเอาอะไรมาแก้บนทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับสภาพทางฐานะของแต่ละคน เพราะว่าชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะพอใจก็ต่อเมื่อชาวบ้านได้มาแก้บนแล้ว แต่จะเน้นที่การปฏิบัติ
ว่าได้สัญญากับศาลเจ้าพ่อดงไม้งามไว้ว่าอย่างไรบ้าง เพราะชาวบ้านมีความเห็นตรงกันว่า วิญญาณของบรรพบุรุษ มีความซื่อตรงรักษาสัญญาและปฏิบัติ
ดีกับทุกคน ดังนั้นการแก้บนจึงเป็นความสบายใจของผู้ที่เคยบนบานไว้ว่าหากได้แก้บนแล้วตนเองจะพ้นจากความทุกข์ต่างๆจากนี้ไปชีวิตจะประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป                                                                                                                                                
 
  
 
 
 
                                                             บรรยากาศของการขึ้นศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม
 
ความเชื่อเกี่ยวกับการขึ้นศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม
                                ประเพณีการเลี้ยงปีหรือขึ้นศาลเจ้าพ่อดงไม้งามของชาวบ่อกรุถือว่าเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อวิญญาณ
ของผู้มีพระคุณและญาติบรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะชาวบ้านเชื่อว่าบรรพบุรุษเป็นผู้มีพระคุณต่อลูกหลานรุ่นหลัง เพราะท่านได้สร้างคุณงาม
ความดีเอาไว้และยังเป็นการแสดงออกถึงความสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนก่อให้เกิดความสามัคคีต่อส่วนรวมและเป็นการให้ความสำคัญ
แสดงออกถึงความเคารพนับถือต่อศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม ชาวบ้านบ่อกรุ จะกระทำขึ้นปีละ 1 ครั้ง คือ วันแรม 2 ค่ำเดือน 7 ของทุกปี แต่ถ้าหาก
ปีใดตรงกับวันพระและวันพุธ ก็จะเลื่อนออกไปอีก 1   วันในการเลี้ยงแต่ละครั้งประชาชนก็จะร่วมกันบริจาคเงินเพื่อเป็นการซื้อหมู แต่เดิมนั้นจะ
ใช้ตัวอ้นซึ่งเป็นป่าชนิดหนึ่งแต่เนื่องจากในปัจจุบันหายากและไม่มีจึงใช้หมูแทน และเหล้าอีกจำนวน 1 เทหรือประมาณ 12 ขวด เพื่อนำมาทำพิธี
เลี้ยงปี นอกจากนี้แต่ละครอบครัวก็จะนำเครื่องเซ่นไหว้ไปถวายต่อวิญญาณของบรรพบุรุษที่ศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม ที่ได้บนบานต่อศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม 
ไว้แล้วที่ยังไม่ได้ทำการแก้บนต่างก็จะนำมาแก้ในวันนี้ด้วย โดยชาวบ้านจะมารวมกันที่ศาลเจ้าพ่อดงไม้งามพร้อมกันตั้งแต่ตอนเช้ากระทั่งถึงเวลาบ่ายโมง
 ซึ่งจุดตรงนี้ได้แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสร้างความสามัคคีสมานสามัคคี ของคนในหมู่บ้าน
 
พิธีกรรมเกี่ยวกับการขึ้นศาลเจ้าพ่อดงไม้งาม
                                พิธีกรรมต่างๆบรรพบุรุษเป็นผู้ริเริ่มพิธีกรรมต่างๆขึ้นมาแล้วถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันมีลักษณะสำคัญคือ
 เป็นเครื่องหมายของกลุ่มชนหนึ่งๆซึ่งมีสัญลักษณ์ร่วมกันและเน้นในเรื่องของจิตอันเป็นจุดมุ่งหมายใหญ่ เพื่อทำให้เกิดความสบายใจ และกำลังใจ
 
2.ประเพณีสารทลาว
เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ วันสารทลาว คือ วันขึ้น 15  ค่ำ เดือน 10 ชาว
ลาวครั่งจะรวมกลุ่มกัน ทำกระยาสารท และ ขนมเพื่อใช้ในการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าปัจจุบันก็ยังมีการ
 สืบทอดประเพณีกันอยู่ แต่กระยาสารทในปัจจุบันส่วนมากนิยมซื้อแทนการทำ มีบางบ้านยังทำอยู่
 
    
                                                         
 
3.ประเพณีการบวชพระ
                                ก่อนจะบวชเป็นพระ นาคจะต้องไปนอนอยู่วัดอย่างน้อย 3 คืน เพื่อท่องหนังสือเมื่อถึงวันงานญาติ ๆ จะนำม้าที่ทำขึ้นไปรับนาค
ที่วัดเพื่อมาทำพิธีอาบน้ำนาค หลังจากอาบน้ำนาคเสร็จก็จะนำนาคแห่รอบหมู่บ้านแล้วนำนาคมาทำพิธีสู่ขัวญ (ทำขวัญนาค) โดยหมอทำขวัญหรือพระก็ได้ 
ตกเย็นก็จะมีการจัดเลี้ยง พอรุ่งเช้าก็จะนำนาคไปแห่รอบอุโบสถ 3 รอบจากนั้นก็จะเป็นพิธีของสงฆ์ หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์แล้วก็จะนำพระกลับบ้านเพื่อทำ
พิธีฉลองและสงฆ์น้ำพระ เป็นอันเสร็จพิธีการบวช
 
 
 
 
 
 
                เครื่องแต่งกายนาคแบบโบราณ  ล้างเท้าเพื่อขอขมาผู้เฒ่า , ผู้แก่
 
 
                                                                                                  
 
                                พิธีทำขวัญนาคแห่นาครอบอุโบสถ
 
     9 4.ประเพณีการแต่งงาน               
                   
                นายเทศ กาฬภักดี  ( 2548 : สัมภาษณ์ )บ้านเลขที่ 57 . 1 .บ่อกรุ .เดิมบางนางบวช .สุพรรณบุรีเล่าให้ฟังว่า ในพิธีการแต่งงาน
ของชาวลาวครั่ง จะต้องทำพิธีบูชาผีเทวดา โดยใช้ผ้าขาวม้า    1 ผืน เงิน 4 บาท ข้าวต้มมัดไม่ใส่ไส้ กล้วย เทียน ข้าวสุกโรยน้ำตาล ดอกไม้และเหล้า อีก 1 ขวด 
ด้วยระบบความเชื่อเรื่องผีเจ้านายและผีเทวดาของชาวลาวครั่ง จึงมีข้อห้ามและบทลงโทษ สำหรับหญิงชาวที่ได้เสียกันก่อนแต่ง โดยจะต้องทำเสียผีที่บ้านของฝ่ายหญิง 
ซึ่งจะมีการเซ่นไหว้ผีเจ้านายด้วย โดยใช้เหล้า 8 ไห ไก่ 8 ตัว นำไปฆ่าที่ศาลเจ้านายให้เลือดไก่หยดลงบนแท่นบูชาเจ้านาย เมื่อหญิงชายใดที่ตกลงจะอยู่กิน
กันฉันมีภรรยา จะต้องได้รับการอนุญาตจากญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นจะหาฤกษ์งามยามดีซึ่งชาวลาวครั่งเรียกว่า หักไม้ใส่ยาม
                        วันฟูและวันจม
                                ประเพณีแต่งงานของลาวครั่ง แต่เดิมจะมีการสู่ขวัญคู่บ่าวสาว โดยจะมีหมอมาทำพิธี มักทำกันในตอนเย็นวันสุกดิบ ทั้งเจ้าบ่าว
และเจ้าสาวจะทำพิธีสู่ขวัญน้อยที่บ้านของตนบางรายก็อาจจะมาสูขวัญน้อยรวมกันที่บ้านของเจ้าสาวในวันรุ่งขึ้นจะมีพิธีสู่ขวัญใหญ่ที่บ้านเจ้าสาวหมอขวัญ
จะเป็นผู้ที่คอยสั่งสอนอบรมคู่บ่าวสาว ให้รู้จักการครองเรือนตลอดจนการประพฤติตนใสฐานะของเขยและสะใภ้ เมื่อถึงวันงานฝ่ายเจ้าบ่าวจะจัดพาน
ขวัญแห่ไปทำพิธีที่บ้านเจ้าสาวซึ่งประกอบด้วยบายศรี พร้อมของหวานและเหล้า  
 
 
 
 
 
                                   การแห่ขันหมาก                                                                        พิธีสู่ขวัญคู่บ่าวสาว
 
1 ขวด ฝ่ายเจ้าสาวก็จะเตรียมพานขวัญนี้ไว้เช่นเดียวกันเมื่อได้ฤกษ์แล้วก็จะยกขบวนพานขวัญ โดยจะใช้ไม้ กำพัน ซึ่งเป็นไม้สำหรับกรอด้าย ใช้หาบ
พานขวัญแทนไม้คาน เพราะเป็นเคล็ดว่าคู่บ่าวสาวจะรักใคร่กลมเกลียวกันเสมือนด้ายที่อยู่ในไม้กรอด้ายดังกล่าว ผู้ที่ทำหน้าที่หาบพานขวัญต้องเป็นคน
โสดเหมือนกับเพื่อนเจ้าสาว เมื่อถึงเรือนเจ้าสาวจะเป็นคนล้างเท้าให้เจ้าบ่าว ซึ่งจะมีที่พักเท้าเจ้าบ่าว เป็นหินลับมีด แล้วนำใบตองมาปูทับไว้อีกทีเมื่อผ่าน
ประตูทองแล้ว จะพาคู่บ่าวสาวไปพักไว้ที่ห้องหอ จะมีผู้ที่คอยต้อนรับเจ้าบ่าวและพาไปยังห้องหอ ซึ่งคน ๆนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ยังไม่มีครอบครัว จะเป็นหม้าย
ไม่ได้ เพราะจะห้ามไม่ให้หม้ายเข้ามาถูกเนื้อต้องตัวคู่บ่าวสาวโดยเด็ดขาด เพราะเกรงว่าจะเป็นลาง ให้คู่สมรสเป็นหม้ายได้ ชาวลาวครั่งเชื่อในเรื่องฤกษ์
ยามการส่งตัวเข้าหออย่างเคร่งครัด เมื่อเสร็จสิ้นงานแล้วสะใภ้จะเป็นผู้นำเอาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม หรือว่าที่นอนหมอนมุ้งไปกราบพ่อแม่ของสามี
 ซึ่งในปัจจุบันการแต่งงานของชาวลาวครั่ง 
 
 
บางบ้านก็มีการหลั่งน้ำสังข์ แต่ประเพณีการแต่งงานแบบเดิม ๆ ก็เริ่มเหมือนคนไทยในภาคกลางมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ยังมีการทำแบบเดิม ๆอยู่บ้าง
5.ประเพณียกธง (วันสงกรานต์)
                นายเทศ กาฬภักดี (2548 : สัมภาษณ์)   ได้เล่าให้ฟังว่า   มีการเล่าต่อกันมาจากบรรพบุรุษว่าพอถึงวันที่ 13 เมษายนของทุกปี 
ถือว่าเป็นวันสงกรานต์ลง บรรดาเทวดาและนางฟ้าจะลงจากสวรรค์เพื่อมาเล่นสงกรานต์ เมื่อสงกรานต์เลิกชาวบ้านก็จะทำพิธียกธงขึ้นเพื่อส่งบรรดา
เทวดาและนางฟ้ากลับขึ้นสวรรค์ คนแก่บางคนก็เล่าว่าประเพณียกธงเป็นการยกธงเพื่อฉลองความสำเร็จของกลุ่มหรือของชุมชนชาวลาวครั่งพระ-
ปลัดบัวลอย  เจ้าอาวาสวัดบ่อกรุ องค์ปัจจุบัน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนตอนที่ชาวลาวซี – ลาวครั่ง อพยพมาจากเวียงจันทร์และมาพบกับพื้นที่
บริเวณบ้านบ่อกรุ ซึ่งเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ มากจึงปักหลักตั้งฐานทำมาหากินอยู่ที่ตำบลบ่อกรุ   และก็มีการยกธงเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย 
และเพื่อเป็นการแสดงถึงความสำเร็จของกลุ่มชนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในที่อุดดมสมบูรณ์ จึง กำหนดให้เป็นวันที่ 19 เมษายน ของทุกปีเป็นวันยกธง  
  ก่อนจะมาการยกธงชาวบ้านจะหาตัดไม้ไผ่ลำตรง ๆ ยาว ๆ เพื่อนำมาทำคันธง ส่วนผู้หญิงก็จะเตรียมทำผ้าธงประดับด้วยสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสวยงาม
เพื่อจะนำไปติดที่คันธง เมื่อถึงวันสุดท้ายของสงกรานต์ชาวบ้านก็จะนำคันธงมารวมกันที่วัดและเมื่อได้เวลาก็จะทำพิธีแห่ธง รอบวัด คันละ 3 รอบ
 จากนั้นก็จะนำคันธงมาปักลงหลุม ที่เตรียมไว้ จากนั้น จะมีการร้องรำกันรอบคันธงของตัวเองอย่างสนุกสนาน คันธงจะถูกตั้งไว้ 3 วัน 3 คืน
ปัจจุบันประเพณีนี้มีการสืบทอดกันอยู่ 4 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านบ่อกรุ หมู่บ้านทุ่งกฐิน หมู่บ้านหนองกระทุ่ม หมู่บ้านสระบัวก่ำ และปัจจุบัน
ช่วงกลางวันจะทีการแข่งกีฬา และการละเล่นต่าง ๆ ของผู้สูงอายุและรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมาเพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพนับถือผู้สูงอายุ
 
 
 
 
 
 
 
                                                                                                                                                                                                   
วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ในปัจจุบัน
สภาพความเป็นอยู่โดยทั่วไปของกลุ่มชนลาวครั่งในเขต อ.เดิมบางนางบวช  และ อ.ด่านช้าง
 จ.สุพรรณบุรี  ในปัจจุบันจะ มีลักษณะคล้ายกับชาวภาคกลาง โดยทั่วไปประกอบอาชีพหลัก คือ เกษตรกรรม เนื่องจากสภาพดินเป็นดินที่
เหมาะสมแก่การเพระปลูก และ มีโครงการระบบส่งน้ำของกรมชลประทาน จากเขื่อนกระเสียว เป็นระบบคลองส่งน้ำจึงทำให้ประชาชนส่วน
ใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม เช่น ปลูกอ้อย ทำนา และ ปลูกไม้ผล และพืชผักต่าง ๆ ส่วนวิถีการดำเนินชีวิต ของชาวลาวครั่ง
จะเป็นการดำเนินชีวิตที่อาศัยปัจจัยสี่เป็นหลัก    มีระบบความสัมพันธ์แบบให้ความช่วยเหลือกัน และ   มีระบบครอบครัวแบบเครือญาติ
ถึงแม้ว่าความเจริญทางด้านเทคโนโลยีจะแผ่ ขยายเข้ามาถึงหมู่บ้านแล้วก็ตามแต่ชาวลาวครั่งก็ยังคงต้องอาศัยธรรมชาติ และระบบความ
เชื่อให้ความเคารพนับถือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติเหมือนกับในอดีต
                               
 
สภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
                                สภาพทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในชุมชนนั้นได้เป็นอย่างดีว่าการดำรง
ชีพความเป็นอยู่เป็นอย่างไร โดยทั่วไปชาวลาวครั่ง ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวช และ ใน เขตอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี 
อาชีพหลักในปัจจุบันของชาวลาวครั่ง     ส่วนใหญ่ก็คือ การทำไร่อ้อย และการทำนาปลูกข้าวบางส่วน เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจ 
และ ภาคการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม จึงได้มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล      จนทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกอ้อยเพื่อส่งเข้าโรงงาน
 และ   ทำให้อาชีพหลักของชาวบ้านแบบดั้งเดิม คือ การทำนาได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นทำอ้อย แทน ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นพื้นที่
เกี่ยวกับการปลูกอ้อย นากจากนี้ชาวบ้านยังมีอาชีพเสริม หลังจากปลูกอ้อย บางคนก็หันมายึดอาชีพค้าขายแทนอาชีพเกษตรกรรม 
 และ ประชากรบางส่วนได้ย้ายเข้ามาในตัวเมือง     เพื่อศึกษาต่อและได้เคลื่อนย้ายไปทำงานไนตัวเมืองและจังหวัดที่ใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก
                อาชีพเสริม คือ การทำสวนผัก และ สวนแบบผสมผสานเพราะสภาพดินไม่เหมาะแก่การทำนาและทำไร่ ชาวบ้านจึง
หันมาทำสวนแบบผสมผสานแทน  ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวพออยู่ได้
 
ด้านวัฒนธรรมในปัจจุบัน
                ปัจจุบันการสืบทอดการทอผ้าแบบดั้งเดิมของชาวลาวครั่ง ได้มีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านทอผ้า และ ทอกันทุกวัน บางคนทอ
ได้วันละ 4 - 5  ผืน และ ปัจจุบันโรงเรียนวัดทุ่งกฐิน ต. บ่อกรุ    มีการถ่ายทอดให้กับเด็กนักเรียนในระดับชั้นประถม เพื่อสืบทอดต่อไป
 
ด้านประเพณีในปัจจุบัน 
               ในปัจจุบันก็ยังมีการสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษกันทุกประเพณี แต่ก็มีเพี้ยนไปบ้างยกเว้นพิธีศพ
แบบโบราณของชาวลาวครั่งที่สูญหายไป ส่วนประเพณียกธงปัจจุบันมีอยู่ที่ ต.บ่อกรุ และ ต.หนองกระทุ่ม
 
 
 
 
สรุปข้อคิดเห็น
                                   คนไทยเชื้อสายลาวครั่ง มีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นเป็นของตนเอง ได้แก่ ภาษา 
การแต่งกาย   ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ ต่าง ๆ โดยได้ปฏิบัติ และ สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน
*    ภาษาที่ใช้ประจำท้องถิ่น คือ ภาษาลาวซี ลาวครั่ง ซึ่งปัจจุบันก็ยังพูดภาษาท้องถิ่นนี้อยู่
*     การแต่งกาย ของลาวซี ลาวครั่ง จะมีแบบฉบับเป็นของตนเอง
*     ประเพณี ก็เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นเช่นกัน  เช่น ประเพณีสารทลาว ประเพณีบวช
ประเพณียกธงสงกรานต์     พิธีแต่งงานของชาวลาวครั่ง
จะต้องทำพิธีบูชาผีเทวดาผีเจ้านาย ซึ่งเป็นลักษณะของการปลูกฝังการเคารพบูชาบรรพบุรุษ   ปู่   ย่า   ตา   ยาย 
 ที่ล่วงลับไปแล้ว   ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่แตกต่างจากชุมชนทั่วไป และ มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดควรค่าแก่การอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ สืบไป
*     ความสามัคคีของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ หรือ งานศพเจ้าภาพจะบอกกล่าว
หรือไม่ก็ตาม ชาวบ้านที่ทราบข่าวก็จะมาช่วยงานกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้คนในหมู่บ้าน มีความรักความสามัคคีกันมากยิ่งขึ้น
 
ปัญหาทางด้านภาษาและประเพณี
*   เนื่องจากภาษาเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกถึงความเป็นวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่ง
สำคัญในการติดต่อสื่อสาร แต่เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่จะไม่ค่อยพูดภาษาท้องถิ่น เพราะเป็นภาษาลาวไม่ใช่เป็นภาษาสากลที่ใช้คือ ภาษาไทย
เกิดความอายที่จะพูดภาษาลาว ที่เป็นภาษาประจำของตนเองจึงทำให้ภาษาที่มีอยู่ประจำท้องถิ่นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนและหายไปบ้างเป็นบางคำ ( คำพูดแบบโบราณ )
*   การแต่งกายพื้นบ้าน ปัจจุบันส่วนใหญ่ คนในชุมชนชาวลาวครั่ง จะแต่งกายเฉพาะวัน
สำคัญต่าง ๆ เท่านั้น เช่นงานพิธีกรรมทางศาสนา งานบวช งานแต่งงาน ในวันธรรมดาตะแต่งกายแบบสากลทั่วไป
*   ความสูญเสียผ้าทอแบบโบราณ โดยพิธีกรรมความเชื่อ คือ พิธีศพ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้สูญเสียหลักฐานเกี่ยวกับผ้าโบราณไปมาก เนื่องจากพิธีนี้    ถ้าเป็นชายก็จะใช้ผ้าขาวม้าของผู้ตายคลุมทัพผ้าขาวบนฝาหีบ 
ถ้าเป็นหญิงก็จะคลุมหีบด้วยสไบของผู้ตายและจะเผาเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ ของผู้ตาย เช่น ผ้าขาวม้าไหม โสร่งไหม ผ้าพุ่งไหม ผ้าม่วงโรง
หรือผ้าซิ่นมัดหมี่ ผ้าสไบ เสื้อ ฯลฯ เผาไปด้วย จึงเป็นสาเหตุแห่งความสูญเสียผ้าโบราณที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี
ไปอย่างน่าเสียดาย เว้นไว้แต่ผ้าที่ผู้ตายยังไม่ได้ใช้และมีสภาพสมบูรณ์ก็จะนำไปถวายวัดเพื่อใช้ในโอกาสต่าง ๆ
*   ขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างได้ลบเลือนและสูญหายไป เนื่องจากขาดผู้สืบทอด
จากคนรุ่นหลัง
ปัญหาการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม
1.       การขาดแคลนผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยเนื่องจากผู้มีความรู้ความสามารถด้านภูมิปัญญา ถึงขั้นว่าเป็นผู้ทรงภูมิปัญญามีอายุมากขึ้น
และเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก คนรุ่นหลังที่ได้รับการสืบทอดต่อมามีจำนวนน้อยลง จึงทำให้ขาดแคลนผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย
                
       2.    ผู้คนส่วนใหญ่ละเลยละทิ้งไม่สนใจที่จะศึกษาภูมิปัญญาไทยเนื่องจากความเข้าใจผิดหลงใหล
ในค่านิยมภูมิปัญญาสากลมากขึ้น และรับภูมิปัญญาสากลเข้ามาอย่างขาดความระมัดระวัง โดยไม่เห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย มีผู้ยอมรับภูมิปัญญา
ไทยเพียงส่วนน้อยภายในวงจำกัด ภูมิปัญญาไทยจึงถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีคุณค่าต่อสังคมไทยเท่าที่ควร ไนที่สุดจึงพากันละเลย 
และละทิ้งภูมิปัญญาไทยไปจนเกือบหมด
      3.   ขาดการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีระบบการเก็บรวบรวมบันทึก ประมวลผล และ ยกเว้นพิธีใช้ระเบียบ
วิธีการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ  ค้นหาและพัฒนาสร้างองค์ความรู้ใหม่บนพื้นฐานของภูมิปัญญาไทยอย่างจริงจัง ทำให้ภูมิปัญญาไทยไม่สามารถ
ปรับประยุกต์และนำมาใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้ภูมิปัญญาไทยเกิดการสูญหายไปจำนวนมาก
      4.   ขาดการต่อเนื่องด้านภูมิปัญญา เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ต้องทำนาและทำอ้อยจำนวนมาเพื่อยังชีพตนเองไว้เนื่องจากสภาวะของ
สังคมปัจจุบันสินค้ามีราคาแพงขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาในการที่จะสืบทอดภูมิปัญญาไทยนอกจากอาชีพในปัจจุบัน     ( นายเทศ   กาฬภักดี   2548 :  สัมภาษณ์ )
 
                               
 
 
                                        จัดทำโดย
                1. นายอร่าม          กาฬภักดี           ประธานชุมชนบ้านเหนือพัฒนา
                 2. สิบตรีประกาศิต    แปลนพิมาย    จนท.ธุรการ 2 เทศบาลตำบลบ่อกรุ
                                         พ.ศ. 2548
 






Copyright © 2010 All Rights Reserved.